บริการของเทศบาลเมืองบ้านพรุ
- บริการงานทะเบียนราษฎร
- บริการงานทะเบียนพาณิชย์
- บริการชำระภาษี
- การยื่นแบบขออนุญาตก่อสร้าง ฯ
- หนังสือรับรองการแจ้งฯ
- บริการด้านสวัสดิการสังคม
คุณสมบัติของบุคคลที่ต้องทำบัตร
– มีสัญชาติไทย
– มีอายุตั้งแต่ 7 ปีแต่ไม่เกิน 70 ปี
– ต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
– สำหรับผู้ที่มีอายุเกิน 70 ปีและผู้ได้รับการยกเว้น จะขอมีบัตรประจำตัวประชาชนก็ได้
การขอมีบัตรครั้งแรก ผู้มีสัญชาติไทยซึ่งมีอายุตั้งแต่ 7 ปีบริบูรณ์
หลักฐาน
– สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
– สูติบัตรหรือหลักฐานเอกสารอื่นที่ทางราชการออกให้อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ใบสุทธิ สำเนาทะเบียนนักเรียน เป็นต้น
– หากไม่มีหลักฐานข้างต้น ให้นำเจ้าบ้านหรือบุคคลผู้น่าเชื่อถือ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ไปให้การรับรองด้วย
– กรณีบิดาและมารดาเป็นบุคคลต่างด้าว ให้นำใบสำคัญประจำตัวบุคคลต่างด้าวของบิดาและมารดามาแสดง ถ้าบิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถึงแก่กรรมให้นำใบสำคัญประจำตัวบุคคลต่างด้าวของผู้ยังมีชีวิตอยู่และมรณบัตรของคนตาย หากบิดามารดาถึงแก่ความตายหมดให้นำใบมรณบัตรไปแสดงด้วย
กรณีบัตรเดิมหมดอายุ ให้ทำบัตรใหม่ก่อนหรือหลังบัตรหมดอายุ ภายใน 60 วัน
หลักฐาน
– สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
– บัตรประจำตัวประชาชนเดิมที่หมดอายุ
กรณีบัตรหาย
หลักฐาน
– สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
– กรณีบัตรเดิมทำที่สำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองบ้านพรุ มาติดต่อได้เลย
– กรณีบัตรเดิมทำที่ท้องถิ่นอื่นนำหลักฐานเอกสารที่มีรูปถ่ายของผู้ขอมีบัตรใหม่และเป็นเอกสาร ที่ทางราชการออกให้อย่างใดอย่างหนึ่ง (ถ้ามี) เช่น ใบอนุญาตขับรถ ใบสุทธิ สำเนาทะเบียนนักเรียน หรือหนังสือเดินทาง เป็นต้น
– หากไม่มีหลักฐานข้างต้น ให้นำเจ้าบ้านหรือบุคคลผู้น่าเชื่อถือไปให้การรับรอง
กรณีเปลี่ยนชื่อตัว หรือชื่อสกุล
หลักฐาน
– สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
– บัตรประจำตัวประชาชนเดิมที่ต้องการเปลี่ยน
– หลักฐานการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล แล้วแต่กรณี
กรณีบัตรชำรุดในสาระสำคัญ
หลักฐาน
– สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
– บัตรประจำตัวประชาชนเดิมที่ชำรุดหรือถูกทำลาย
– หลักฐานเอกสารที่มีรูปถ่ายของผู้ขอมีบัตรใหม่และเป็นเอกสารที่ทางราชการออกให้อย่างใดอย่างหนึ่ง (ถ้ามี) เช่น ใบอนุญาตขับรถ ใบสุทธิ สำเนาทะเบียนนักเรียน หรือหนังสือเดินทาง เป็นต้น
– หากไม่มีหลักฐานข้างต้น ให้นำเจ้าบ้านหรือบุคคลผู้น่าเชื่อถือ ไปให้การรับรอง
กรณีผู้ถือบัตรย้ายที่อยู่
หลักฐาน
– สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
– บัตรประจำตัวประชาชนเดิม
การแจ้งย้ายที่อยู่ ภายใน สิบห้าวัน นับแต่ย้ายออก/ย้ายเข้า
การแจ้งย้ายเข้า
เอกสารที่ใช้ในการติดต่อ
– บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าบ้าน
– บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าบ้านและหนังสือมอบหมายจากเจ้าบ้าน (กรณีแจ้งแทน)
– บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ย้าย
– สำเนาทะเบียนบ้าน (ฉบับเจ้าบ้าน)
– ใบแจ้งการย้ายที่อยู่ ซึ่งเจ้าบ้านลงนามยินยอมให้ย้ายเข้าแล้ว
การแจ้งย้ายออก
เอกสารที่ใช้ในการติดต่อ
– บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าบ้าน
– บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าบ้าน (กรณีแจ้งแทน)
– บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ย้าย
– สำเนาทะเบียนบ้าน (ฉบับเจ้าบ้าน)
– ใบรับแจ้งการย้ายที่อยู่ตามแบบ ท.ร.6 ตอนหน้า
การแจ้งย้ายปลายทาง
เอกสารที่ใช้ในการติดต่อ
– สำเนาทะเบียนบ้าน (ฉบับเจ้าบ้าน) ของบ้านที่จะย้ายเข้า
– บัตรประจำตัวประชาชนของผู้แจ้งย้ายหรือบัตรประจำตัวผู้ได้รับมอบหมายและ หนังสือมอบหมายจากผู้มีหน้าที่แจ้งแทน
– บัตรประจำตัวเจ้าบ้านที่จะย้ายเข้าอยู่ใหม่พร้อมหนังสือแสดงความยินยอมของเจ้าบ้าน ที่อนุญาตให้ย้ายเข้า
การแจ้งย้ายออกและย้ายเข้าในเขตสำนักทะเบียนเดียวกัน
เอกสารที่ใช้ในการติดต่อ
– บัตรประจำตัวผู้แจ้งและเจ้าบ้านผู้ยินยอมให้ย้ายเข้า
– บัตรประจำตัวผู้ได้รับมอบหมายและหนังสือมอบหมายจากเจ้าบ้าน (กรณีมอบหมายให้ แจ้งแทน)
– บัตรประจำตัวของผู้ย้ายที่อยู่ (ถ้ามี)
– สำเนามะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านที่จะแจ้งออก และฉบับที่จะแจ้งย้ายกับกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน
– ใบรับแจ้งการย้ายที่อยู่ตามแบบ ท.ร.6. ตอนหน้า (กรณีแจ้งย้ายกับกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน)
การแจ้งเกิด ภายในสิบห้าวันนับแต่วันเกิด
เอกสารที่ใช้ในการติดต่อ
– สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านที่จะเพิ่มชื่อเด็กที่เกิด
– บัตรประจำตัวประชาชนผู้แจ้งและบัตรประจำตัวของบิดามารดา (ถ้ามี)
– หนังสือรับรองการเกิดจากโรงพยาบาล (ถ้ามี)
การแจ้งตาย แจ้งต่อนายทะเบียน ท้องที่ที่มีคนตายภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาตาย
เอกสารที่ใช้ในการติดต่อ
– บัตรประจำตัวประชาชนของผู้แจ้ง
– สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน หรือ บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ตาย
– หนังสือรับรองการตายจากสถานพยาบาล หรือบันทึกประจำวันจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ
งานทะเบียนราษฎร ฝ่ายปกครอง สำนักปลัดเทศบาลเมืองบ้านพรุ
โทรศัพท์ 074-292890, 074-292884 ต่อ 107, 06-3494-1971
Facebook : ทะเบียนราษฎร ทม.บ้านพรุ
กองคลัง ฝ่ายพัฒนารายได้
งานผลประโยชน์
โทร.0-7429-2873 , 06-3494-1974
Line ID : 0635350179
ภาษีป้าย หมายถึง ภาษีซึ่งจัดเก็บจากป้าย ซึ่งแสดงชื่อ ยี่ห้อหรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้า หรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้ไม่ว่าจะแสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใดๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมาย ที่เขียน แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่นๆ
ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย
- เจ้าของป้าย
- ในกรณีไม่มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย หรือเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจหาตัวเจ้าของป้ายนั้นได้ ให้ถือว่าผู้ครอบครองป้ายเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย ถ้าไม่อาจหาตัวผู้ครอบครองป้าย นั้นได้ ให้ถือว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารหรือที่ดินที่ป้ายนั้นติดตั้งหรือแสดงอยู่เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามลำดับ
ระยะเวลาในการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีป้าย
1.เจ้าของป้ายมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายภายในเดือนมีนาคมของทุกปี
2.ในกรณีที่ติดตั้งหรือแสดงป้ายภายหลังเดือนมีนาคม หรือติดตั้งหรือแสดงป้ายใหม่แทน ป้ายเดิม หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขป้ายอันเป็นเหตุให้ต้องเสียภาษีป้ายเพิ่มขึ้น ให้เจ้าของป้ายยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายภายใน 15 วันนับแต่วันติดตั้งป้าย หรือนับแต่วันเปลี่ยนแปลงแก้ไขแล้วแต่กรณี
อัตราภาษีป้าย
ป้ายประเภท 1 ป้ายที่มีอักษรไทยล้วน
(ก) ป้ายที่มีข้อความที่เคลื่อนที่หรือเปลี่ยนเป็นข้อความอื่นได้ อัตรา 10 บาท/500 ตร.ซม.
(ข) ป้ายนอกจาก (ก) อัตรา 5 บาท/ 500 ตร.ซม.
ป้ายประเภท 2 ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศ และหรือปนกับภาพ และหรือเครื่องหมายอื่น
(ก) ป้ายที่มีข้อความ เครื่องหมาย หรือภาพที่เคลื่อนที่ หรือเปลี่ยนเป็นข้อความ เครื่องหมาย หรือภาพอื่นได้ อัตรา 52 บาท/500 ตร.ซม.
(ข) ป้ายนอกจาก (ก) อัตรา 26 บาท/ 500 ตร.ซม.
ป้ายประเภท 3 ป้ายที่ไม่มีอักษรไทยไม่ว่าจะมีภาพหรือเครื่องหมายใด ๆ หรือไม่ และป้ายที่มีอักษรไทยบางส่วนหรือทั้งหมดอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ
(ก) ป้ายที่มีข้อความ เครื่องหมาย หรือภาพที่เคลื่อนที่ หรือเปลี่ยนเป็นข้อความ เครื่องหมาย หรือภาพอื่นได้ อัตรา 52 บาท/500 ตร.ซม
(ข) ป้ายนอกจาก (ก) อัตรา 50 บาท/ 500 ตร.ซม.
หมายเหตุ กรณีค่านวณภาษีป้ายแล้ว ต่ำกว่า 200 บาท ให้เสียภาษีป้าย 200 บาทภาษีป้าย ภาษีซึ่งจัดเก็บจากป้าย ซึ่งแสดงชื่อ ยี่ห้อหรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้า หรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้ไม่ว่าจะแสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใดๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือ เครื่องหมาย ที่เขียน แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่นๆ ยื่นแบบภายในเดือนมีนาคมของทุกปี
หลักฐานที่นำไปแสดง
– แบบหรือภาพถ่ายของป้ายพร้อมขนาด
– บัตรประจำตัวประชาชน
– ใบเสร็จรับเงินปีสุดท้าย (เฉพาะผู้เคยชำระภาษี)
ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หมายถึง ภาษีที่จัดเก็บจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินหรือ สิ่งปลูกสร้าง โดยใช้มูลค่าทั้งหมดของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างเป็นฐานภาษี และคิดอัตราภาษีตามประเภท การใช้ประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
ผู้มีหน้าที่ชำระภาษี
1.เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือผู้ครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นทรัพย์สินของรัฐ
3. ผู้มีหน้าที่ชำระภาษีแทนผู้เสียภาษี
3.1 ผู้จัดการมรดกหรือทายาท ในกรณีที่ผู้เสียภาษีถึงแก่ความตาย
3.2 ผู้จัดการทรัพย์สิน ในกรณีที่ผู้เสียภาษีเป็นผู้ไม่อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งแลพาณิชย์ว่าด้วยสาบสูญ
3.3 ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ ในกรณีที่ผู้เสียภาษีเป็นผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ แล้วแต่กรณี
3.4 ผู้แทนของนิติบุคคล ในกรณีที่ผู้เสียภาษีเป็นนิติบุคคล
3.5 ผู้ชำระบัญชี ในกรณีที่ผู้เสียภาษีเป็นนิติบุคคลเลิกกันโดยมีการชำระบัญชี
3.6 เจ้าของรวมคนหนึ่งคนใด ในกรณีที่ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีเป็นของบุคคลหลายคนรวมกัน
ระยะเวลาในการชำระภาษี
ผู้เสียภาษีชำระภาษีตามแบบแจ้งการประเมินภาษีภายในเดือนเมษายนของทุกปี หรือภายในกำหนดเวลาที่ผู้บริหารท้องถิ่นหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้ขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลาออกไปตามความจำเป็น
อัตราภาษี
ปัจจุบันมีการจัดเก็บภาษีตามประเภทการใช้ประโยชน์ และกำหนดประเภทการใช้ประโยชน์ละหลายอัตรา ดังนี้
🌱1. การประกอบเกษตรกรรม
| มูลค่า (ล้านบาท) | อัตรา/ปี |
|---|---|
| ไม่เกิน 75 | 0.01% |
| เกิน 75 – 100 | 0.03% |
| เกิน 100 – 500 | 0.05% |
| เกิน 500 – 1,000 | 0.07% |
| เกิน 1,000 ขึ้นไป | 0.10% |
🏠2. ที่อยู่อาศัย
| มูลค่า (ล้านบาท) | อัตรา/ปี |
|---|---|
| ไม่เกิน 50 | 0.02% |
| เกิน 50 – 75 | 0.03% |
| เกิน 75 – 100 | 0.05% |
| เกิน 100 ขึ้นไป | 0.10% |
💼3. ใช้ประโยชน์อื่น
| มูลค่า (ล้านบาท) | อัตรา/ปี |
|---|---|
| ไม่เกิน 50 | 0.30% |
| เกิน 50 – 200 | 0.40% |
| เกิน 200 – 1,000 | 0.50% |
| เกิน 1,000 – 5,000 | 0.60% |
| เกิน 5,000 ขึ้นไป | 0.70% |
🚫4. ที่ดินว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์
| มูลค่า (ล้านบาท) | อัตรา/ปี |
|---|---|
| ไม่เกิน 50 | 0.30% |
| เกิน 50 – 200 | 0.40% |
| เกิน 200 – 1,000 | 0.50% |
| เกิน 1,000 – 5,000 | 0.60% |
| เกิน 5,000 ขึ้นไป | 0.70% |
หมายเหตุ
1.ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม ได้รับการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างรวมกันไม่เกิน 50 ล้านบาท
2.ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ใน ทะเบียนบ้านในวันที่ 1 ม.ค.ของปีนั้น ได้รับการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีของที่ดินหรือ สิ่งปลูกสร้างรวมกันไม่เกิน 50 ล้านบาท ในกรณีเป็นเจ้าของเฉพาะสิ่งปลูกสร้าง ได้รับการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีไม่เกิน 10 ล้านบาท
3.ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพเป็นเวลาสามปีติดต่อกัน ให้เรียกเก็บภาษีในปีที่สี่เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 และหากยังทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพอีกเป็นเวลาติดต่อกัน ให้เพิ่มอัตราภาษีอีกร้อยละ 0.3 ในทุกสามปี แต่อัตราภาษีรวมแล้วต้องไม่เกินร้อยละ
กองคลัง ฝ่ายพัฒนารายได้
งานผลประโยชน์
โทร.0-7429-2873 , 06-3494-1974
Line ID : 0635350179
ติดต่อกองช่าง เทศบาลเมืองบ้านพรุ
074-292888 ต่อ 233
063-5350180
การลงทะเบียนขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
กฎหมายที่ให้อำนาจการอนุญาต หรือที่เกี่ยวข้อง:
– ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2552
– ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560
หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขในการยื่นคำขอ
ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. 2560 (ข้อ๗) ให้ผู้สูงอายุที่จะมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไปในปีงบประมาณถัดไปลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุด้วยตนเองต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีภูมิลำเนา ณ สำนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือสถานที่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนดตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี โดยมีหลักฐาน ดังต่อไปนี้
1.บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐที่มีรูปถ่าย (ตัวจริง)
2.ทะเบียนบ้าน (ตัวจริง)
3.บัญชีเงินฝากธนาคาร สำหรับกรณีที่ผู้ขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุประสงค์ขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุผ่านธนาคาร
ในกรณีที่มีความจำเป็นผู้สูงอายุที่ไม่สามารถมาลงทะเบียนด้วยตนเองได้ตามวรรคหนึ่ง อาจมอบอำนาจเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้อื่นเป็นผู้ยื่นคำขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแทนก็ได้
ในการยื่นคำขอรับลงทะเบียนรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุจะต้องแสดงความประสงค์ขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังต่อไปนี้
1.รับเงินสดด้วยตนเอง หรือรับเงินสดโดยบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้มีสิทธิ
2.โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารในนามผู้มีสิทธิ หรือโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารในนามบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้มีสิทธิ
วิธีการ
1.ผู้ที่จะมีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในปีงบประมาณถัดไป ยื่นคำขอตามแบบพร้อมเอกสารหลักฐานต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ณ สถานที่และภายในระยะเวลาที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประกาศกำหนดด้วยตนเอง หรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการได้
2.กรณีผู้สูงอายุที่ได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในปีงบประมาณที่ผ่านมา ให้ถือว่าเป็นผู้ได้ลงทะเบียน และยื่นคำขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามระเบียบนี้แล้ว
3.กรณีผู้สูงอายุที่มีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพย้ายที่อยู่ และยังประสงค์จะรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ต้องไปแจ้งต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใหม่ที่ตน ย้ายไป
เบี้ยยังชีพที่ได้รับ
– ผู้สูงอายุ อายุ 60 – 69 ปี ได้รับเงิน 600 บาท
– ผู้สูงอายุ อายุ 70 – 79 ปี ได้รับเงิน 700 บาท
– ผู้สูงอายุ อายุ 80 – 89 ปี ได้รับเงิน 800 บาท
– ผู้สูงอายุ อายุ 90 ปีขึ้นไป ได้รับเงิน 1,000 บาท
การลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยความพิการ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง:
– ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยความพิการให้คนพิการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2553
– ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพ คนพิการ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. 2559
หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขในการยื่นคำขอ และในการพิจารณาอนุญาต
ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพ คนพิการ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. 2559 (ข้อ ๗) ให้คนพิการที่ได้จดทะเบียนคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยความพิการด้วยตนเองต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนมีภูมิลำเนา ณ ที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือสถานที่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนด และมีสิทธิรับเงินเบี้ยความพิการ
ในเดือนถัดไป โดยมีหลักฐานขอรับเงินเบี้ยความพิการ ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้อง ดังต่อไปนี้
1.บัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมสุขภาพชีวิตคนพิการ (ตัวจริง)
2.ทะเบียนบ้าน (ตัวจริง)
3.สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารสำหรับกรณีที่ผู้ขอรับเงินเบี้ยความพิการประสงค์ขอรับเงินเบี้ยความพิการผ่านธนาคาร ในการยื่นคำขอลงทะเบียนรับเงินเบี้ยความพิการ คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการจะต้องแสดงความประสงค์ขอรับเงินเบี้ยความพิการโดยรับเงินสดด้วยตนเอง หรือโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารในนามคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้พิทักษ์ ผู้อนุบาล แล้วแต่กรณี
ในกรณีที่คนพิการเป็นผู้เยาว์ซึ่งมีผู้แทนโดยชอบ คนเสมือนไร้ความสามารถหรือคนไร้ความสามารถ ให้ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้พิทักษ์ หรือผู้อนุบาล แล้วแต่กรณี ยื่นคำขอแทนโดยแสดงหลักฐานการเป็นผู้แทนดังกล่าว
วิธีการ
คนพิการที่จะมีสิทธิรับเงินเบี้ยความพิการในปีงบประมาณถัดไป ให้คนพิการ หรือผู้ดูแลคนพิการ ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้พิทักษ์ ผู้อนุบาล แล้วแต่กรณี ยื่นคำขอตามแบบพร้อมเอกสารหลักฐานต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ณ สถานที่และภายในระยะเวลา ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประกาศกำหนด
2.กรณีคนพิการที่ได้รับเงินเบี้ยความพิการจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในปีงบประมาณที่ผ่านมา ให้ถือว่าเป็นผู้ได้ลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเบี้ยความพิการตามระเบียบนี้แล้ว
กรณีคนพิการที่มีสิทธิได้รับเบี้ยความพิการได้ย้ายที่อยู่ และยังประสงค์ประสงค์จะรับเงินเบี้ย ความพิการต้องไปแจ้งต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใหม่ที่ตนย้ายไป
เบี้ยยังชีพที่ได้รับ
คนพิการที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ได้รับเบี้ยความพิการ 1,000 บาท ต่อคนต่อเดือน และคนพิการมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์หรือมากกว่าในเดือนนั้น จะมีสิทธิได้รับเงินเบี้ยความพิการ 800 บาท
การขอรับการสงเคราะห์ผู้ป่วยเอดส์
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง:
– ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548
หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขในการยื่นคำขอ
– ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548 กำหนดให้ผู้ป่วยเอดส์ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามระเบียบฯ และมีความประสงค์จะขอรับการสงเคราะห์ให้ยื่นคำขอต่อผู้บริหารท้องถิ่นที่ตนมีผู้ลำเนาอยู่ กรณีไม่สามารถเดินทางมายื่น คำขอรับการสงเคราะห์ด้วยตนเองได้จะมอบอำนาจให้ผู้อุปการะมาดำเนินการก็ได้
การลงทะเบียนขอรับเบี้ยยังชีพผู้ป่วยเอดส์
ผู้ป่วยเอดส์สามารถมายื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์ได้ตลอด โดยนำเอกสารมายื่น ณ เทศบาลเมืองบ้านพรุ ดังนี้
-บัตรประจำตัวประชาชน จำนวน 1 ฉบับ (ตัวจริง)
-ทะเบียนบ้าน จำนวน 1 ฉบับ (ตัวจริง)
-ใบรับรองแพทย์
หลักเกณฑ์
บัตรประจำตัวประชาชน จำนวน 1 ฉบับ (ตัวจริง)ทะเบียนบ้าน จำนวน 1 ฉบับ (ตัวจริง)ใบรับรองแพทย์
ผู้มีสิทธิจะได้รับเงินสงเคราะห์ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
-เป็นผู้ป่วยเอดส์ที่แพทย์ได้รับรองและทำการวินิจฉัยแล้ว
-มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
-มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ หรือถูกทอดทิ้ง หรือขาดผู้อุปการะเลี้ยงดู หรือไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองได้ในการขอรับการสงเคราะห์ผู้ป่วยเอดส์ ผู้ป่วยเอดส์ที่ได้รับความเดือดร้อนกว่า หรือผู้ที่มีปัญหาซ้ำซ้อน หรือผู้ที่อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารยากต่อการเข้าถึงบริการของรัฐเป็นผู้ได้รับการพิจารณาก่อน
วิธีการ
1.ผู้ป่วยเอดส์ ยื่นคำขอตามแบบพร้อมเอกสารหลักฐานต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ณ ที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้วยตนเองหรือ มอบอำนาจให้ผู้อุปการะมาดำเนินการก็ได้
2.ผู้ป่วยเอดส์รับการตรวจสภาพความเป็นอยู่ คุณสมบัติว่าสมควรได้รับการสงเคราะห์หรือไม่ โดยพิจารณาจากความเดือดร้อน เป็นผู้ที่มีปัญหาซ้ำซ้อน หรือเป็นผู้ที่อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารยากต่อการเข้าถึงบริการของรัฐ
3.กรณีผู้ป่วยเอดส์ที่ได้รับเบี้ยยังชีพย้ายที่อยู่ ถือว่าขาดคุณสมบัติตามนัยแห่งระเบียบ ต้องไปยื่นความประสงค์ต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใหม่ที่ตนย้ายไปเพื่อพิจารณาใหม่
เบี้ยยังชีพที่ได้รับ
ผู้ป่วยเอดส์
ได้รับเงิน เดือนละ 500 บาท





